03/20/2008 -
ta
หน้านี้จะเป็นที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ รวมถึงความคิดเห็นของผมต่อความเหมาะสมของการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ในประเทศไทย
สิทธิบัตรกับทรัพย์สินทางปัญญา
สิทธิบัตร เป็นประเภทหนึ่งของทรัพย์สินทางปัญญา โดยทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินอุตสาหกรรม (ซึ่งไม่รวมถึงสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม) [1] โดยทรัพย์สินอุตสาหกรรมนี้ยังแบ่งออกเป็น
- สิทธิบัตร (Patent)
- เครื่องหมายการค้า (Trademark)
- แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout - Designs Of Integrated Circuit)
- ความลับทางการค้า (Trade Secret)
- สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indicaion)
"สิทธิบัตร (patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพื่อให้ได้สิ่งของ,เครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้กันอยู่ ในชีวิตประจำวัน" [2]
"สิทธิบัตรแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. สิทธิบัตรการประดิษฐ์ หมายถึง การคิดค้นเกี่ยวกับ กลไก โครงสร้าง ส่วนประกอบ ของสิ่งของเครื่องใช้ เช่น กลไกของกล้องถ่ายรูป, กลไกของเครื่องยนต์, ยารักษาโรค เป็นต้น หรือการคิดค้นกรรมวิธีในการผลิตสิ่งของ เช่น วิธีการในการผลิตสินค้า, วิธีการในการเก็บรักษาพืชผักผลไม้ไม่ให้เน่าเสียเร็วเกินไป เป็นต้น
2. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง การออกแบบรูปร่าง ลวดลาย หรือสีสัน ที่มองเห็นได้จากภายนอก เช่น การออกแบบแก้วน้ำให้มีรูปร่างเหมือนรองเท้า เป็นต้น
3. อนุสิทธิบัตร (Petty patent) เป็นการให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์คิดค้น เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่แตกต่างกันตรงที่การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตร เป็นการประดิษฐ์ที่มีเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย และมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น" [2]
สิทธิบัตรซอฟต์แวร์จึงเป็นการให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นทางซอฟต์แวร์ (ในขณะนี้ กฎหมายสิทธิบัตรในประเทศไทยไม่ครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์)
ในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งในยุโรปและอเมริกา เรื่องสิทธิบัตรซอฟต์แวร์เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ผมขอสรุปย่อการปาฐกถา (talk) ของ Mr. Richard Stallman ที่มีขึ้นที่ประเทศอังกฤษในปี 2002 มาเพื่อเป็นตัวอย่างของปัญหาที่เกิดจากสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงนั้นขึ้น ประเด็นแรก ก็คือ คำว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)" เพราะคำนี้เป็นการชี้นำว่าส่ิงที่กำลังพูดถึงนี้เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในหลาย ๆ แนวทาง อีกปัญหาหนึ่งของคำว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา" ก็คือ การรวมสาขาของกฎหมายที่แยกจากกันและต่างกันโดยสิ้นเชิง ได้แก่ ลิขสิทธิ์ (Copyright) และสิทธิบัตร (Patent) เข้าด้วยกัน ตารางที่ 1 แสดงความแตกต่างที่ชัดเจนของสองสิ่งนี้ที่ Mr. Stallman กล่าวไว้
| ลิขสิทธิ์ | สิทธิบัตร |
|---|---|
| คุ้มครองรายละเอียดของชิ้นงาน (detail of expression of a work) | คุ้มครองมโนคติ1 (idea) และการใช้มโนคติ |
| ได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ | ออกให้โดยสำนักงานสิทธบัตรตามคำขอ และเสียค่าใช้จ่ายสูง |
| ระยะเวลาการคุ้มครองยาวนานมาก (อาจถึง 150 ปี) | ระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี ซึ่งก็ถือว่านานมากสำหรับด้านซอฟต์แวร์ |
| คุ้มครองการลอกเลียนแบบ หากคุณเขียนนวนิยายที่เหมือนกันทุกคำกับนวนิยายในอดีต และคุณพิสูจน์ได้ว่าคุณไม่เคยเห็นนวนิยายนั้นมาก่อน ก็จะเป็นการแก้ข้อกล่าวหาการละเมิดลิขสิทธิ์ (copyright infringement) ได้ | ให้การผูกขาดในการใช้มโนคติ ถึงคุณพิสูจน์ได้ว่ามโนคตินั้นเป็นของคุณเองก็ไม่ได้ช่วยอะไร หากมโนคตินั้นได้รับการจดสิทธิบัตรไว้ก่อนแล้ว |
นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ต่อจากนี้ จะกล่าวถึงปัญหาที่เกิดเฉพาะกับระบบสิทธิบัตรเท่านั้น
จากมุมมองของผู้ต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมีระบบสิทธิบัตร ก็คือการค้นหาว่าสิทธิบัตรใดอาจเกี่ยวข้องกับโปรแกรมที่จะเขียน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายประการคือ สิทธิบัตรบางตัวที่อยู่ระหว่างการพิจารณานั้นเป็นความลับ หลังจากระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณา จึงจะมีการตีพิมพ์ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวอาจยาวถึง 18 เดือน ซึ่งเป็นเวลาที่มากพอจะเขียนโปรแกรมเสร็จ หรือแม้กระทั่งส่งให้ผู้ใช้แล้วจึงมาทราบว่ามีสิทธิบัตรที่ครอบคลุมโปรแกรมนั้น นอกจากนั้น เนื่องจากสิทธิบัตรที่ตีพิมพ์มีมากเกินกว่าที่จะสามารถติดตามทุกฉบับได้ ผู้พัฒนาจึงต้องค้นหาเฉพาะสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง แต่ปัญหาก็คือ ในบางกรณี การค้นหาด้วยคำหลัก (keyword) อาจไม่พบสิทธิบัตรทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิบัตรเกี่ยวกับการคำนวณซ้ำตามลำดับธรรมชาติในแผ่นตารางทำการ (natural order recalculation in spread sheets) ซึ่งไม่สามารถหาพบได้ด้วยคำหลักอย่าง spreadsheet, natural order หรือ topological sort (ซึ่งเป็นการเรียงลำดับเพื่อหาลำดับตามธรรมชาติ) อันที่จริง สิทธิบัตรเรื่องนี้ถูกอธิบายเป็นวิธีการในการแปล (compile) สูตร (formulas) ไปเป็นรหัสจุดหมาย (object code) ยิ่งไปกว่านั้น แม้คุณจะมีรายการสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง คุณจะพบว่าสิทธิบัตรเหล่านั้นเขียนให้เข้าใจได้ยากมาก เพราะเขียนด้วยภาษากฎหมาย (รัฐบาลประเทศออสเตรเลียสรุปว่าไม่มีเหตุผลในการใช้ระบบสิทธิบัตร โดยสิ่งหนึ่งที่อ้างอิงถึงคือ วิศวกรไม่พยายามอ่านสิทธิบัตรเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพราะมันเข้าใจยากเกินไป)
ทีนี้ จะพูดถึง 3 แนงทางเมื่อคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ซึ่งแต่ละแนวทางก็ช่วยได้ในบางกรณี
- หลีกเลี่ยงการใช้มโนคติในสิทธิบัตร
- ซื้อสิทธิ (license) ในการใช้มโนคติในสิทธิบัตร
- ล้มเลิกสิทธิบัตรในศาล
ข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ: หน้านี้มีข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลและผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องของข้อมูล
Disclaimer: This page contains information that is of personal view, and the author does not guarantee the accuracy of the information.
Comments